ภาพอัฒจันทร์ที่ย้อมไปด้วยสีแดงในสนามไซตามะ สเตเดียม ของ อุราวะ เรดส์ หรือซัปโปโร โดม ของ ฮอกไกโด คอนซาโดเล ซัปโปโร ที่มีผู้คนเข้ามาชมกันอย่างคับคั่งเกือบทุกครั้ง สะท้อนให้เห็นความชื่นชอบในกีฬาของญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี

ปี 2017 อัลบิเร็กซ์ นีงาตะ ทีมเล็กๆจากจังหวัดนีงาตะ มีอันต้องร่วงตกชั้นลงไปเล่นในเจ 2 แต่แทบไม่น่าเชื่อว่าพวกเขาจะมียอดผู้ชมในสนามบิ๊ก สวอน สเตเดียม เฉลี่ยสูงถึง 22,034 คน หรือ เวนท์ฟอเรต์ โคฟุ ที่มีที่ตั้งสนามยามานาชิ แบงค์ จูโอ สเตเดียม อยู่ในเขตชนบท กลับมียอดผู้ชมเกินกว่าหนึ่งหมื่นคนในปีเดียวกัน

กระทั่งฟุตบอลอินเตอร์ไฮ และเบสบอลโคชิเอ็ง ที่เป็นเพียงแค่กีฬาสมัครเล่น ก็ต่างมีผู้คนพากันแย่งชิงตั๋วเข้าไปชมเกมการแข่งขันกันจนเต็มความจุ ซึ่งโคชิเอ็งครั้งล่าสุด มียอดผู้คนเข้ามาชมเกมในสนามรวมทั้งสิ้นกว่าเกินกว่า 1 ล้านคนเลยทีเดียว

ตัดภาพมาที่ไทยลีก ลีกอาชีพที่พูดได้ว่าเป็นเบอร์หนึ่งของอาเซียน และเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของประเทศ กลับมีภาพคนดูที่เริ่มลดลง กลายเป็นกระแสที่ชั่วครั้งชั่วคราวและไม่ยั่งยืน

อะไรที่ทำให้สองประเทศที่ต่างมีกีฬาอาชีพเหมือนกัน แต่แตกต่างกันขนาดนี้ Main Stand ขอพาหาคำตอบพร้อมกัน

ปลูกฝังการเล่นกีฬาตั้งแต่เด็ก

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับการศึกษา โดยหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของพวกเขาคือการศึกษาแบบ จิ-โตคุ-ไท ที่เน้นจริยธรรมและสุขภาพไปพร้อมกับความรู้ นั่นก็คือการมีความรู้ที่ดี (จิ) เปี่ยมไปด้วยคุณธรรม (โตคุ) และ ร่างกายแข็งแรง (ไท)

ทำให้ที่โรงเรียนนอกจากจะมีชั่วโมงพละอาทิตย์ละ 3 ครั้งแล้ว พวกเขายังมีกิจกรรมชมรมให้เลือกทำหลังเลิกเรียน และชมรมกีฬาก็เป็นหนึ่งในชมรมที่ได้รับความนิยม ไม่ว่าจะเป็น เบสบอล, ฟุตบอล, วอลเลย์บอล, เคนโด, ยิงธนู ฯลฯ

กิจกรรมชมรมกีฬาของโรงเรียนญี่ปุ่นมีความจริงจังพอสมควร มีการซ้อมเช้าและเย็นเป็นประจำทุกวัน และเป็นการฝึกซ้อมกันเอง โดยมีรุ่นพี่เป็นคนควบคุม ในขณะที่โค้ช หรืออาจารย์ที่ปรึกษาจะเป็นผู้ดูแลในภาพรวม

นอกจากชมรมกีฬาของโรงเรียนแล้ว ในกีฬาบางประเภทอย่างฟุตบอล พวกเขายังสามารถเข้าร่วมสโมสรท้องถิ่น เพื่อฝึกซ้อมในวันเสาร์อาทิตย์ หรือร่วมแข่งขันกับสโมสรทั้งในท้องที่เดียวกัน หรือเดินทางไปแข่งในต่างพื้นที่ได้อีกด้วย

“ตั้งแต่ฉันและครอบครัวย้ายมาอยู่โตเกียวสิ่งที่พบเห็นได้บ่อยๆคือเวลาเย็นหลังจากเลิกเรียนมักเห็นเด็กใส่ชุดกีฬาหรือถืออุปกรณ์กีฬาเดินไปยังสถานที่เรียนและซ้อมกีฬา” คุณซากุระเมืองร้อนกล่าวในบทความ สังคมญี่ปุ่น…สังคมแห่งการเล่นกีฬา

“เด็กที่นี่ถูกปลูกฝังให้อยู่กับเกมส์กีฬาตั้งแต่เล็กๆ ทั้งกีฬาที่เป็นทีมหรือกีฬาเดี่ยวๆ เด็กชายจำนวนไม่น้อยเล่นฟุตบอลและเบสบอลดังนั้นวันหยุดเสาร์-อาทิตย์มักมีการแข่งขันให้เด็กลงสนามตามที่ต่างๆ”

ทั้งนี้กีฬา ก็ไม่ใช่สำหรับเด็กหรือวัยรุ่นเท่านั้น ผู้ใหญ่หรือผู้สูงอายุ ก็มีการรวมกลุ่มเล่นกีฬาในยามว่างอยู่เสมอ ภาพของกลุ่มชายวันเกษียณ ที่จับกลุ่มกันเล่นเบสบอลในวันสุดสัปดาห์ ก็เป็นเรื่องที่ไม่ได้แปลกตามากนักในประเทศญี่ปุ่น

อีกสิ่งหนึ่งที่ตอกย้ำการให้ความสำคัญเรื่องกีฬาของชาวญี่ปุ่นคือ วันกีฬาแห่งชาติ ซึ่งเป็นวันที่ระลึกในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 1964 ที่จะมีขึ้นในทุกวันทร์ที่ 2 ของเดือนตุลาคม ซึ่งในวันนั้นจะมีการแข่งขันกีฬาในโรงเรียนทั่วประเทศ หรือกิจกรรมกีฬานอกสถานที่ เพื่อส่งเสริมให้ผู้คนมีสุขภาพแข็งแรง